เคยได้ยินว่าหลังเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆสำคัญๆที่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคนเราจะทำให้คนเราเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจในการใช้ชีวิตไปด้วย อย่างในประวัติศาสตร์ที่เกิดกาฬโรคครั้งใหญ่ (black death) หรือเกิดวิกฤตโควิด-19 และได้ผ่านหลังจากช่วงที่แย่ที่สุดมาแล้ว ผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิธีในการใช้ชีวิต การจับจ่ายใช้สอย และมุมมองการใช้ชีวิตที่รู้สึกว่าชีวิตคนเรามันก็ไม่แน่ไม่นอน บางครั้งอาจจะมองเห็นความเปราะบาง หรือบางครั้งอาจจะเห็นความตายใกล้ตัวกว่าที่คิดเอาไว้ ผู้คนก็เลยใช้เงินกันมากขึ้น ใช้ชีวิตเท่าที่อยากทำกันมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นอีก และสิ่งที่เราคิดเผื่อมามากมายจะยืนยาวไปถึงวันนั้นหรือเปล่า
เดือนที่แล้วเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่พม่า และกระทบมาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิดมา 30 กว่าปี เพิ่งจะเคยได้สัมผัสว่าแผ่นดินไหวมันเป็นยังไง มันคงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราไม่เคยคาดคิดหรือเตรียมอะไรจะรับมือมาก่อนเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กว่าถ้าเกิดแบบนี้ ต้องไปหาโต๊ะแล้วหลบไม่ให้มีอะไรหล่นลงมาที่หัว ให้ใช้บันไดหนีไฟแทนลิฟท์ ให้ออกมาอยู่ที่โล่งแจ้ง ทุกอย่างยังจำได้หมดมาถึงทุกวันนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุแบบนั้นจริง ทำไมเล่าเราถึงตื่นตระหนกแล้วคอยบอกให้ตัวเองใจเย็นๆ แทนที่จะทำตาม protocol ที่เราเคยถูกสอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนสอนอะไรเราอย่างนึงว่า สิ่งที่มีโอกาสเกิดน้อย หรือสิ่งที่เรามองว่าไกลตัวนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือโชคไม่ดี ความสูญเสียก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวอะไรเลย เหตุการณ์พวกนี้มันทำให้เรานึกขึ้นได้อย่างนึงว่า สิ่งที่เราเตรียมตัวสำหรับวันข้างหน้า แบบวันข้างหน้ามากๆ อาจจะเป็นการเตรียมตัวที่ใช้ทรัพยากรของวันนี้ไปอย่างพร่ำเพรื่อและฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นก็ได้
ไม่ได้หมายความว่าไม่เตรียมพร้อมกับวันข้างหน้า แต่แค่รู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตของวันนี้ หรืออยู่กับปัจจุบันเท่าที่ควรจะเป็น เราทำอะไรเผื่อวันข้างหน้าไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กเราก็ทำอะไรเผื่อเราในวันนี้ และในวันนี้เราก็ทำอะไรเผื่ออนาคตเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยอาจจะพลาดความรู้สึกหรือประสบการณ์ดีๆที่อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้ไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางทีสิ่งที่ใครต่อใครพร่ำบอกว่าให้อยู่กับปัจจุบันบ้าง มันอาจจะหมายถึงแบบนี้นี่เอง
ความรู้สึกที่อย่าไปคาดหวังให้มากนักว่าวันข้างหน้าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ หรือคาดหวังว่ามันจะให้อะไรเรากลับมา หรือเติบโตเพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายสมกับที่เหนื่อยมาตลอด มันอาจจะเป็นความรู้สึกที่ว่าปล่อยวางเรื่องที่เหนือการควบคุมไปแล้วบ้าง ปล่อยเรื่องบางเรื่องที่เราทำเต็มที่ในส่วนของเราในวันนี้ แล้วผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นหน้าไหนรูปแบบไหน แค่ใช้ชีวิตทำวันนี้ให้ดี ให้เพียงพอ ใช้ชีวิตให้สนุก ให้ได้หัวเราะ ให้ได้เป็นชีวิตที่อยากจะมีชีวิต ให้ได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำบ้าง ให้ตามใจตัวเองบ้าง หาความสุขกับสิ่งรอบตัวบ้าง
ชีวิตอาจหมายถึงการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
อย่าจริงจังกับจุดหมายปลายทางมากเกินไปจนกลายเป็นแบกภาระหนักอึ้งอยู่บนบ่า
บางทีเราอาจจะลืมไปว่าชีวิตไม่ได้มีแค่ความสำเร็จที่ต้องบรรลุ
ยังมีประสบการณ์อื่นมากมายที่รอให้เราผ่อนคลายแล้วซึมซับมันดูบ้าง
แล้วหันกลับมามองเราเอง ว่าเราใช้ชีวิตแบบที่เราอยากใช้หรือยัง เรายังคงแบกทุกสิ่งอย่างและคาดหวังว่าปลายทางวันข้างหน้าจะบรรเทาทุกอย่างที่เราเจอและเจ็บปวดที่ผ่านมาหรือเปล่า แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าสมมติว่าเรามัวแต่วิ่งไปข้างหน้าจนบรรลุผลลัพธ์หรือประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้แล้ว แล้วภายในรู้สึกว่างเปล่า โดยไม่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ความสุข ความทุกข์ใดเลยจากสิ่งที่อยู่ระหว่างทาง
ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้ลองเป็นในสิ่งที่อยากเป็น
ชีวิตมันอาจจะไม่ได้ยากมากเหมือนที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกก็ได้
และเราก็โตมาขนาดที่ว่าไม่ใช่เด็กแล้ว ที่จะควบคุมตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอยไม่ได้ เราก็ยังทำเผื่อวันข้างหน้าอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่แค่ลดความคาดหวังของตัวเองลง.. ออกไปลองเดินทางดูบ้าง ชีวิตจะได้รู้สึกมีความหมาย